ต่อมาราว พ.ศ.1243 พระแม่เจ้าจามเทวีเสด็จออกจากลำพูน เพื่อมาเยี่ยมเยืยนอนันตยศ ผู้ราชบุตรในนครลำปาง ได้มาถึง ณ ฝั่งแม่น้ำแห่งหนึ่ง เป็นที่รื่นรมย์ จึงสร้างเมืองลำลอง พัก ณ ที่แห่งนั้น เมืองนั้นต่อมาได้ชื่อว่า "เวียงรมณีย์" (เมืองตาล)
ปัจจุบันนี้เป็นเมืองร้าง มีแต่คูดินตั้งอยู่ระหว่างดอยขุนตาลไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของที่ว่าการอำเภอ ห้างฉัตร ประมาณ 2 ก.ม. ขณะที่พักอยู่ที่เวียงมณีย์นั้น ได้สร้างฉัตรทองคำสำหรับจะไปบูชาพระธาตุลำปางหลวง ณ ที่ใช้ช่างสร้างฉัตร ในเวลาต่อมาเรียกว่า บ้านห้างฉัตร อันเป็นนามของอำเภอห้างฉัตร ในปัจจุบันนี้
เมื่อสร้างฉัตรทองคำเสร็จแล้ว ก็ทรงช้างพระที่นั่ง เดินไปตามเส้นทาง พอไปถึง ณ ที่แห่งหนึ่งปรากฏอัศจรรย์ ช้างพระที่นั่งทรุดเข่าลงหมอบคู้ชูงวงในท่าคารวะ พระแม่เจ้าเห็น เป็นอัศจรรย์จึงพักพล ณ ที่นั้น ตกกลางคืนจึงอธิฐานว่า ณ ที่นี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็ขอให้ปรากฏปาฏิหาริย์ขึ้น ขาดคำพระดำรัสของพระแม่เจ้า ก็ปรากฏแสงฉัพพรรณรังสีแห่งพระบรม สารีริกธาตุพวยพุ่งขึ้น ณ ที่ จอมปลวกแห่งหนึ่ง จึงทรงให้ปลูกวิหารจามเทวีรอบจอมปลวกไว้ด้วยมณฑปปราสาทตลอดจนสร้างรูปจ๊างนบ ไว้หน้าวิหาร เป็นรูปช้างทรุดเข่าลงหมอบคู้ชูงวงขึ้นเหนือหัวในท่าคารวะและปลูกไม้ศรีมหาโพธิ์ ซึ่งได้พันธุ์มาจากลังกาทวีปไว้พร้อมสรรพ ต่อมา ณ ที่แห่งนี้จึงเรียกว่า "บ้านปงจ๊างนบ" ต่อมาหลายร้อยปี นามนี้ก็ได้เพี้ยนไป เป็น "ปงยางคก"
วัดปงยางคกนี้ มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน เพราะเป็นถิ่นกำเนิดของเจ้าหนานติ๊บจ๊าง (เจ้าพระยาสุรวฤาชัยสงคราม) วีรบุรุษแห่งเขลางค์นคร ผู้กู้อิสระภาพจาก พม่าข้าศึก อันเป็นต้นตระกูลของเจ้าผู้ครองนครในภาคเหนือมาตั้งแต่อดีต อีกประการหนึ่งก่อนที่เจ้าหนานติ๊บจ๊างจะได้ปราบดาภิเษกเป็นเจ้าพระยาสุรวฤาชัยสงคราม ขึ้นปกครอง เขลางค์นครลำปางพระองค์ก็ได้เคยศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย และบวชเป็นพระภิกษุ ณ วัดปงยางคกนี้มาก่อนจึงถือว่าเป็นวัดประวัติศาสตร์ของลานนาไทยเราที่มีความสำคัญยิ่งที่เดียว

สิ่งก่อสร้างที่สำคัญคือวิหารพระแม่เจ้าจามเทวี มีขนาดกว้าง 8 เมตร ยาว 15 เมตร มุงด้วยแป้นไม้เกล็ด แต่ในปัจจุบันนี้มุงด้วยดินขอเกล็ด เนื่องจากแป้นไม้เกล็ดได้ผุกร่อนไปตาม การเวลา (เพราะเป็นเวลาพันกว่าปีมาแล้ว) วิหารนี้เป็นวิหารขนาดเล็ก ลักษณะทั่วไปของวิหารไม่เหมือนกับวิหารในสมัยปัจจุบัน เป็นวิหารโถงทำด้วยไม้ ตอนล่างเปิดโล่งตลอดไม่มี ประตูและหน้าต่าง ตอนสุดท้ายของวิหารมีผนังก่ออิฐฉาบปูนทึบสามด้าน ล้อมกู่พระเจ้าหรือโขงพระเจ้า (คือซุ้มปราสาทเรือนยอดก่อนอิฐก๋วมพระประธานเอาไว้) ลักษณะของการ ก่อสร้างเป็นศิลปะสถาปัตยกรรมแบบลานนา ยุคหริภุญไชยสกุลช่างเขลางค์ (ซึ่งต่างกับสถาปัตยกรรมภาคกลาง) หลังคาสามชั้น เป็นวิหารไม้ที่มีความสวยงามมาก เป็นแบบฉบับของลักษณะสถาปัตยกรรมภาคเหนือ มีฐานพระวิหารสูงจากพื้นดินหนึ่งฟุต เดิมคงสูงประมาณสามศอกเศษ แต่เนื่องจากมีน้ำหลากพาดินจากที่อื่นมาท่วมทับถมทุกปีเป็นเวลาพันกว่าปีมา แ ล้ว อีกประการหนึ่งจากการขนทรายเข้าวัดตามประเพณีก่อพระเจดีย์ทราย จึงทำให้ฐานพระวิหารสูงหลือเพียงหนึ่งฟุต โครงสร้างภายในทั้งหมดทุกชิ้นที่เห็น แต่งลายรูปต่าง ๆ ตามรูปพื้นที่ไม้ที่รองรับด้วยลายเขียนน้ำรักปิดทองบนพื้นสีแดงเช่นรูปลายกระถางดอกไม้บูชาพระ ลายกระหนกเครือเถาว์ เทพยดา ลายดาว ลายเลขาคณิต และรูปอื่น ๆ อีกมาก เสาพระวิหารประดับด้วยลายเขียนศิลปะแบบพื้นเมืองที่มีความสำคัญยิ่งเพราะเขียนด้วยรักปิดทอง(ซึ่งต่างจากวิหารทั่ว ๆ ไป ซึ่งเป็นภาพเขียนสีที่เรียกว่าลายน้ำแต้ม) ถือว่า เป็นจิตรกรรมเสาวิหารที่สวยงามลวดลายละเอียดประณีตวิจิตรบรรจง
ต่อมาทางราชบัณฑิตยสถาน กองโบราณคดี กรมศิลปากร ก็ได้สำรวจขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานและสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่และล้ำค่าที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติไทย ซึ่งมีความสำคัญในฐานที่เกี่ยวข้องกับบุคคลผู้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญขึ้นในประวัติศาสตร์ไทยอันเนื่องจากเจ้าหนานติ๊บจ๊างคือบรรพบุรุษเจ้าครองนครในแคว้นลานนาไทยสมัยก่อนเป็นผู้ที่ร่วมมือกับทางกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ รวบรวมดินแดนที่เคยเป็นแคว้นลานนาในอดีต ผนวกเข้ากับดินแดนของเมืองหลวงไทยสมัยนั้นอย่างถาวร ดังนั้นจึง อาจกล่าวได้ว่า การที่ประเทศไทยมีขอบเขตการปกครองกว้างขวางเช่นในปัจจุบันก็เนื่องจากเป็นผลส่วนหนึ่งมาจากบทบาทของเจ้าหนานติ๊บจ๊างผู้นี้ด้วย
ที่มา สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลำปาง ถนนวัดม่อนจำศีล ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง 52000
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น